“เปิดประตูออกมาเดี๋ยวนี้ !!!!!!”
เสียงชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนขึ้น พร้อมกระชากประตูรถโตโยต้า วิออส สีดำ ข้างคนขับเต็มแรงเกิด
ประตูเปิดออกตามแรงกระชาก ทันใดนั้นชายฉกรรจ์ 2 คน คาดว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบก็กรูเข้าปะกบ “แทนไท” พร้อมกับล็อกตัวในขณะที่เขากำลังนั่งคุยกับเปี๊ยกอย่างเมามัน
ผู้ถูกล็อกตัวไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านหรือประหวั่นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?????”แทนไทถาม เพราะงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“อย่ามาทำไขสือ เราได้รับแจ้งเหตุว่าจะมีการส่งอาวุธสงครามกัน ไม่ต้องถามมาก แสดงวัตถุต้องสงสัยออกมาให้หมด”บุคคลที่คาดว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ กล่าวด้วยเสียงกระซิบ
พร้อมกับสำทับราวกับผู้ถูกล็อกจะไม่ปฏิบัติตาม “เร็วเข้า”
แทนไทมองหน้าเปี๊ยกอย่างเลิกลั่ก ก่อนจะนิ่งคิดแก้ไขปัญหาด้วยการยื่นปืน clock รุ่นออโตเมติก ขนาด 9 มม. ประเทศออสเตรีย บรรจุกระสุน 15 นัด ที่เขาได้รับจากเปี๊ยกส่งให้ตำรวจ เพราะหากยืดเยื้อ เรื่องคงไม่จบง่าย ๆ
“เอาตัวไปโรงพัก”ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนสั่งคนที่ล็อกตัวแทนไท พร้อมกับนำรถต้องสงสัยไปตรวจหาพิรุธต่อ
“เฮ้ย ทำงี้ได้ไง”แทนไท โพล่งคำถามห่วย ๆ พร้อมหันมองไปทางเปี๊ยก แต่ไม่เห็นร่างของชายที่คุยกับเขาอย่างถูกคอก่อนเกิดเหตุแล้ว ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเปี๊ยกหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
/-/-/-/-/
แทนไท อยู่ในชุดลำลอง เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ถูกล็อกตัว ใส่กุญแจมือ และถูกพาไปยังบ้านหลังหนึ่ง ด้านหลังโรงพัก
คนที่ล็อกตัวแทนไทมีด้วยกัน 3 คน คนหนึ่งเดินล้ำหน้าเข้าไปอีกห้องหนึ่ง แล้วปล่อยให้เขารอในอีกห้องหนึ่ง เขาเหลือบมองตำรวจนอกเครื่องแบบด้วยความฉงน พร้อมกับคิดในใจ “ทำไมกูโดนคนเดียว”
พลันก็ได้ยินเสียงแว่ว ๆ จากอีกฟากหนึ่งของห้อง “เรียบร้อยดีมั้ย” มีเสียงก้องตามมาอีกว่า “ไม่มีปัญหาครับนาย” ทันที่สิ้นเสียงก็ปรากฏร่างกำยำของชายผมสองสี หัวเกรียน ร่างสูงโปร่งอยู่ในชุดลำลอง เสื้อคอกรมสีขาว เดินออกมาจากห้องนั้น เขาเดาว่าคนนี้ต้องไม่ธรรมดาหรือไม่ก็ยศฐาบารมีไม่น่าจะน้อยกว่าพันตำรวจโท แน่นอน
“ไง!!!!! ดู ลื้อ ยังเด็ก ๆ อยู่นี่นา ไหง ริ เป็น นกต่อแล้วล่ะ”เสียงทรงพลังทำเอาแทนไทก้มหน้างุด แต่ไม่ตอบอะไร เพราะความจริงเขาก็ไม่ได้มีความผิดอะไรอยู่แล้ว วินาทีนั้นเขาเลือกที่จะสงบ มีเพียงความคิดที่โลดแล่น ทว่ามันไม่ถูกสะท้อนออกมาเป็นถ้อยคำให้ใครเข้าใจ สถานการณ์เช่นนั้นทำได้แค่เงียบงัน
“ลื้อนี่ มันตัวเป้ง ๆ เลยหรือเปล่าวะ”บุรุษรายเดิมถามด้วยน้ำเสียงเค้นหาคำตอบมากขึ้น
-----------เงียบ!!!!!!! ------------ ไม่มีเสียงเอ่ยอ้างใด มีเพียงลมหายใจแผ่วเบา แต่ในใจตุ่มๆต่อมๆ ความหวาดกลัวทำให้เขาประหวั่นพรั่นพรึงมากขึ้น
ความจริงเขารู้จักปืนหลายยี่ห้อดี โดยศึกษารายละเอียดผ่านตัวหนังสือและจินตนาการ ด้วยความหลงใหลในสรีระ ทรวดทรง และอานุภาพ เขาจึงตั้งมั่นว่า สักวันเขาจะครอบครองมัน
การตั้งตาคอยทำให้เลือดในกายหนุ่มของเขาพลุ่งพล่าน จนทำให้ต้องไขว่คว้ามาเป็นเจ้าของ จนกระทั่งได้เจอเปี๊ยก ซึ่งเป็นเอเยน เปี๊ยกรู้จักซุ้มปืนหลายซุ้มในพื้นที่ภาคกลาง เปี๊ยกจึงหาของได้ง่ายและถูกกว่าท้องตลาด จึงได้นัดนัดเจอเปี๊ยก เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนเก่า แต่ก็ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เขาไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าว่าจะต้องทำยังไง
/-/-/-/-/
เขานิ่งเงียบ ทุกคนเงียบ ความสงบนิ่งยิ่งทำให้หัวใจเต้นระรัว ตึก ตึก ตึก ที่ก้องอยู่ในใจ
ทันใดนั้นแทนไทจึงโพล่งออกมาว่า “ผมไม่ผิด คุณตำรวจจับคนผิดตัวหรือเปล่าครับ”เขาตั้งข้อสังเกต เพราะทำไมถึงจับเขาเพียงคนเดียว แต่อีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับไม่สนใจ
“ไม่ต้องเบี่ยงประเด็น นายรับสารภาพมาซะโดยดี เรื่องจะได้จบ ๆ ไม่ต้องยืดเยื้อ”นายใหญ่รีบสวนขึ้นมาทันที นั่นยิ่งทำให้แทนไทนั่งนิ่งและสงบถ้อยคำมากขึ้น ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกเสียเปรียบและจนแต้ม เหลักฐานก็มีอยู่ตรงหน้าโท่นโท่ จะปฏิเสธตอนนี้ก็ไม่ได้ แม้เขาจะซัดทอดคนอื่น แต่เหตุใดจึงถูกจับคนเดียวทั้งที่นั่งกันอยู่สองคน
“ไม่งั้นก็ต้องสู้กันในชั้นศาล คดีแค่นี้อย่างน้อยก็ติดคุก 2 ปี ถ้าให้การเป็นประโยชน์ก็จะลดโทษให้”นายใหญ่เน้นเสียงและหันไปทางลูกน้อง แล้วพยักหน้า “งั้นก็เอาตัวไปลงบันทึกประจำวันไว้ ค่อยว่ากันอีกที”
พลันสิ้นคำสั่งแทนไทก็ถูกหิ้วปีกออกจากห้องนั้น แต่ยังไม่ทันพ้นประตูห้อง นายใหญ่ก็เอ่ยขึ้น“ไม่ต่อรองอะไรหน่อยเหรอ” พร้อมกับยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวต่อว่า “ถ้าลื้อพูดอะไรหน่อย อั๊ว ก็จะคุยด้วยดี ๆ นะ ถ้าไม่อยากเสียเวลาก็เลี้ยงน้ำชาสักหน่อย อารมณ์จะได้ดีขึ้น”
ยังไม่ทันที่แทนไทจะตอบอะไร ชายคนดังกล่าวก็พูดต่ออีกว่า “อ๊ะ ไม่อยากเสียกระบวนการ เอาไปลงบันทึกประจำวันก่อน” จากนั้นแทนไทยจึงถูกนำตัวไปสอบปากคำและลงในบันทึกประจำวัน
ผู้ต้องหาชื่อ นายแทนไท ประสงค์ดี อายุ 27 ปี อาชีพ พนักงานบริษัทเอกชน
คดี พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณโดยไม่มีเหตุอันควร, ไม่มีทะเบียน
/-/-/-/-/-/
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ เขานั่งตริตรองการกระทำของตัวเองเพื่อทบทวนเรื่องราวให้แจ่มชัดขึ้น พร้อมกับทอดสายตามองลอดช่องเหล็กกล้าออกไปยังพื้นผนังปูนอันเก่าแก่คร่ำครึ ที่อยู่อีกฟากอย่างหมดอาลัยตายอยาก
พื้นปูนเย็นเฉียบ ทำให้เขารู้เหนือ รู้ใต้ มากขึ้น
/-/-/-/-/-/
เขานั่งคิดทบทวนและนึกได้ว่าเมื่อ 2-3 วันก่อน เจอเปี๊ยก...... เพื่อนร่วมห้องสมัยมัธยมต้นโดยบังเอิญ เขาถามสารทุกข์ สุกดิบอย่างเป็นพิธี เพราะไม่อยากเสวนาปราศรัยมาก
ก่อนจะลาจาก เปี๊ยกเอ่ยขึ้นว่า “สนใจดูของตอนไหนก็บอกละกัน มีเพียบ!!!! สำหรับเพื่อนเก่า เราลดไม่อั้น” เปี๊ยกกล่าวลาพร้อมรอยยิ้มแสยะที่ริมฝีปากเล็กน้อย
“เอาเหอะ ไอ้เปี๊ยก มึงทำกูได้ กูก็ไม่เลี้ยงมึงเหมือนกัน”เขาโพล่งออกมาจนเพื่อนร่วมห้องต้องหันมองหน้าแบบตาขวาง
“อะไรมึง”เพื่อนคดีค้ายาบ้าตะคอก จนทำให้เขาหงอยและนั่งคิดหาวิธีแก้เข็ดไอ้เปี๊ยก
/-/-/-/-/-/
กว่า 12 ชั่วโมงที่นั่งตบยุงอยู่ในตะแลงแกงทำให้ความคิดฟุ้งซ่าน ปั่นป่วน ไปหมด มาตรการแก้แค้นมีเต็มหัว และพร้อมที่จะถูกหยิบมาใช้ทุกเมื่อ
หลังจากถูกประกันตัว ด้วยตำแหน่งทางราชการของพี่สาว มาตรการที่หนึ่งที่ต้องดำเนินการ คือ ต้องทวงคืนความเป็นธรรมให้ตัวเอง
แต่ยังไม่ทันคิดจะทำอะไร พี่สาวก็ขอร้องว่า “ไม่ว่าเรื่องจะเป็นมาอย่างไร ขอให้มันจบๆ กันแค่นี้” พลันที่คำสั่งเชิงบังคับจบลง เลือดหนุ่มในกายก็สูบฉีดทำงานผิดปกติ เกินที่จะหยุดยั้ง เขากำลังชั่งใจว่าควรจะทำอย่างไรดี ระหว่างเดินหน้าต่อและยุติไว้เพียงเท่านั้น ทว่าความคิดก็ยังพลุ่งพล่านอยู่ในหัว
“ข้อหาที่ลงบันทึกประจำวัน ลิขิตให้แผลเป็นในใจยากจะลบเลือน”
พี่สาวมองหน้าเชิงขอร้อง พร้อมกับต่อสายโทรศัพท์เจรจากับนายกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) รายหนึ่ง ที่โด่งดังในการรับหน้าเสื่ออุ้มคดีและสะสางคดีที่ติดค้างทั้งหมดของเจ้าทุกข์
แทนไทจำเป็นต้องศิโรราบกับคำขอร้อง
แต่ความแค้นมันฝังลึก ทำให้เขาไม่อาจกรวดน้ำให้อภัยไอ้เปี๊ยกได้ เขาจึงทำได้แค่ควานหาตัวมันแบบเงียบ ๆ แต่ก็ไม่เจอ เพราะมันย้ายไปจากบ้านเดิมนานแล้ว และโทรศัพท์ก็ไม่ได้ใช้เบอร์เดิม แทนไทจึงทำได้แค่ลงบันทึกในสมอง “กูขอบคุณมึงที่ทำให้รู้รสชาติของชีวิต ไอ้@@@@@ ”ความเคียดแค้นฝังในอกจนระเบิดเป็นคำพูดที่จับไม่ได้สรรพ
/-/-/-/-/-/-/
จากนั้นพี่สาวต้องหิ้วปีกเขาไปพบคนนั้น คนนี้ เพื่อเจรจาขอความช่วยเหลือ ด่านแรกแค่เจรจายังไม่เดินหน้าทำอะไรก็ต้องจ่ายค่าน้ำชาซะอ่วมอรทัย
“ถือเป็นบาปกรรมที่ก่อไว้แต่ชาติปางก่อน”แทนไท นึกพร้อมกับปลงตก
เขาต้องเดินสายไปเจรจาและเล่นตามบทละครที่ถูกปรุงแต่งจากคนที่ล็อกตัวเขาในวันนั้นจะเติมแต่งให้ด้วยการพูดคำเดียวว่า “ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา, ผมไม่รู้, ฯลฯ “ คำพูดเหล่านี้มันเสียดแทงอยู่ในอก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ที่เจ็บแค้นมากกว่านั้นมันอยู่ที่ว่า ใครเป็นเหยื่อรายแรก ใครจะเป็นรายต่อไป เขาคงไม่ใช่รายสุดท้ายเป็นแน่
การรับเล่นละครไม่เพียงแค่ต้องเสียความรู้สึก แต่ยังต้องจ่ายค่าน้ำชาแพงโคตร เบ็ดเสร็จประมาณ 2 แสน ไม่นับรวมค่าเสียเวลา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเขา
การกระทำที่ไม่ต่างจากโจรมุมตึกที่แฝงเร้นมาในคราบสีอันอันทรงเกียรติ ได้ฉาบความชอบธรรมในการรีดนาทาเร้นไว้เบ็ดเสร็จในราคาที่ประชาชนต้องจ่ายในราคาแสนแพง ไม่ลดแม้แต่บาทเดียว
/-/-/-/-/-/-/-/
หลังคดีเสร็จสิ้น แทนไทเกิดปิ๊งไอเดีย เขาเห็นช่องทางทำมาหากินเพิ่มเติมแล้ว จึงตัดสินใจเรียนปริญญาตรีด้านกฎหมายอีกใบ เพื่อนำมาประกอบวิชาชีพและเปิดสำนักทนาย จากนั้นก็จะลงสมัครนายกฯ อบจ. พร้อมรับว่าความ แก้ต่าง รีดนาทาเร้น ร่วมกับอีกหลายคนที่ต้องการร่วมงาน โดยนำกรณีตัวอย่างจากบทเรียนเขาเองมาเป็นแนวทาง
“ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะอาศัยเพียงเทคนิคการเจรจาเล็กน้อย คราวนี้แหละ กูรวยแน่ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ก๊าก ๆๆๆๆๆๆ แค่คิดก็สนุกแล้ว” แทนไทหัวเราะอย่างไม่เคยหัวเราะมาก่อน
////////